เปียโนในปัจจุบันมีรูปแบบสองรูปแบบ คือเปียโนตั้งตรงและแกรนด์เปียโน

แกรนด์เปียโนเป็นเปียโนที่มีสายและโครงวางในแนวนอน โดยที่สายเสียงนั้นจะถูกขึงออกจากคีย์บอร์ด ซึ่งทำให้มีเสียงและลักษณะที่ต่างออกไปจากเปียโนตั้งตรงแต่จะใช้ที่ทางมาก ทั้งยังจำเป็นต้องหาห้องที่มีการสะท้อนเสียงที่พอเหมาะสำหรับคุณภาพเสียงที่ดีที่สุด ในบรรดาแกรนด์เปียโนเองยังมีหลายขนาดและประเภท ซึ่งอาจจะแตกต่างกันตามผู้ผลิตหรือรุ่น แต่ก็ยังสามารถแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ เช่น คอนเสิร์ตแกรนด์ ที่มีขนาดประมาน 3 เมตร แกรนด์ ที่มีขนาดประมาน 1.8 เมตร หรือ เบบี้แกรนด์ ที่มักจะสั้นกว่าความกว้าง. เปียโนที่มีความยาวจะสร้างเสียงที่ดีกว่าและเพี้ยนน้อยกว่าเปียโนเครื่องอื่นๆ แกรนด์เปียโนใหญ่จึงเป็นที่นิยมใช้ในคอนเสิร์ต

เปียโนตั้งตรงเป็นเปียโนที่มีสายและโครงวางในแนวตั้ง และขึงสายเปียตั้งแต่ด้านล่างจนถึงด้านบนของเปียโน แต่เปียโนประเภทนี้ไม่สามารถควบคุมการสร้างเสียงได้นุ่มนวลเท่าแกรนด์เปียโน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเทคโนโลยีเปียโนตั้งตรงได้พัฒนาคุณภาพเสียงมากขึ้น

ในปี ค.ศ. 1863 เฮนรี ฟอร์โนว์ (Henry Fourneaux) ประดิษย์เปียโนที่สามารถเล่นตัวเองไ้ด้ (player piano) โดยใช้ม้วนเหล็กที่เดินเครื่องกลในตัวเปียโน

ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เริ่มมีการผลิตเปียโนดิจิตัลขึ้นใช้ โดยเลียนแบบเสียงของเปียโน เปียโนประเภทนี้เริ่มที่จะมีความซับซ้อนและการทำงานที่มากขึ้น โดยสามารถเลียนแบบชิ้นส่วนของเปียโนจริง เช่น น้ำหนักคีย์บอร์ด คันเหยียบ และเสียงเครื่องดนตรีอื่น อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีปัจจุบันยังไม่สามารถที่จะทดแทนเปียโนเครื่องจริง

คีย์บอร์ด

เปียโนสมัยใหม่เกือบทุกตัวจะมี 88 คีย์ (มากกว่า 7 Octave เล็กน้อย เรียงลำดับตั้งแต่ A0 ถึง C8) เปียโนรุ่นเก่าหลายตัวมีเพียง 85 คีย์ (ตั้งแต่ A0 ถึง A7) ผู้ผลิตบางรายก็อาจจะเพิ่มปริมาณคีย์ให้มากกว่านั้น โดยบ้างก็เพิ่มเพียงฝั่งเดียวก็เพิ่มทั้งสองฝั่ง ตัวอย่างที่ดีที่สุดก็คือเปียโนBösendorfer ซึ่งบางตัวเพิ่มคีย์เสียงต่ำลงไปกว่าปกติจนถึง F0 บางทีต่ำลงไปจนถึง C0 เลยก็มี ทำให้มีครบ 8 octave บางรุ่นอาจจะซ่อนคีย์พิเศษที่เพิ่มขึ้นมานี้ไว้ใต้ฝาปิดเล็กๆ ซึ่งสามารถปิดคีย์เอาไว้ได้เพื่อป้องกันไม่ให้นักเปียโนที่คุ้นกับเปียโนปกติเห็นแล้วเกิดความสับสนกับคีย์พิเศษที่เพิ่มขึ้นมา บางตัวก็อาจจะสลับสีคีย์พิเศษที่เพิ่มขึ้นมาเหล่านี้ (สลับดำเป็นขาว ขาวเป็นดำ) ด้วยเหตุผลเดียวกันนั่นเอง คีย์ที่เพิ่มขึ้นมานั้นโดยมากแล้วก็มีไว้เพื่อสร้างเสียงสะท้อน (resonance) ได้มากขึ้น ซึ่งก็คือมันจะสั่นไปพร้อมกับสายเปียโนเส้นอื่นๆ เมื่อใดก็ตามที่เหยียบคันเหยียบ ซึ่งก็จะให้เสียงได้เต็มกว่า มีเพลงที่แต่งขึ้นมาสำหรับเปียโนไม่กี่เพลงนักที่จะใช้คีย์พิเศษเหล่านี้ ไม่นานมานี้ บริษัท Stuart and Sons ได้ผลิตเปียโนที่มีคีย์มากกว่าปกติออกมาเช่นกัน เปียโนของบริษัทนี้จะเพิ่มคีย์เสียงแหลมขึ้นไปจนถึง 8 octave เต็ม ซึ่งคีย์พิเศษที่เพิ่มขึ้นมาก็ดูเหมือนคีย์ปกติทุกประการ

สำหรับการจัดเรียงคีย์บนเปียโน ให้ดูในหมวด Musical keyboard การจัดเรียงเช่นนี้ได้แบบมาจาก harpsichord โดยไม่ผิดเพี้ยน เว้นแต่สีของลิ่มคีย์ (สีขาวสำหรับเสียงปกติ และสีดำสำหรับชาร์ป sharps) ซึ่งกลายมาเป็นมาตรฐานสำหรับเปียโนในตอนปลายศตวรรษที่ 18

คันเหยียบ (Pedal)

เปียโนมีการใช้คันเหยียบหรืออุปกรณ์ที่มีลักษณะใกล้มาตั้งแต่ยุคต้นๆ (ในศตวรรษที่ 18 เปียโนบางตัวใช้แท่นแทนคันเหยียบ โดยให้ผู้เล่นใช้เข่าดันขึ้น คันเหยียบสามประเภทซึ่งได้กลายมาเป็นมาตรฐานในเปียโนปัจจุบัน ได้แก่

คันเหยียบ damper pedal (บ้างก็เรียก sustain pedal หรือ loud pedal) มักจะถูกเรียกว่า "the pedal" เฉยๆเพราะว่าเป็นคันเหยียบที่ถูกใช้งานมากที่สุด ซึ่งเป็นคันเหยียบที่อยู่ทางขวาสุด

คันเหยียบที่พบเห็นโดยมากที่ติดอยู่กับเปียโนนั้นโดยส่วนมากจะมีอยู่ 3 อัน หรือบางยี่ห้อหรือบางรุ่นจะมีเพียง 2 อันเท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้การเล่นเปียโนนั้นมี dinamic ต่าง ๆ กันได้แก่

  • คันเหยียบอันซ้ายสุด = มีไว้เพื่อลดความดังของเปียโน เมื่อเราเหยียบคันเหยียบอันนี้แล้ว จะมีผ้ามากั้นระหว่างฆ้อนกับสาย เพราะฉะนั้นเมื่อเรากดคีย์ เสียงที่ได้จะเบาลง และจะได้เสียงที่นุ่มลงกว่าเดิม แต่เมื่อเรายกเท้าจากคันเหยียบอันนี้เสียงเปียโนก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมครับ
  • คันเหยียบอันกลาง = มีการทำงานเหมือนกับอันซ้ายสุด แต่ว่าคันเหยีบบอันนี้มีความพิเศษก็คือ มันจะมีช่องสำหรับให้คันเหยียบอันนี้ค้างอยู่ได้ จึงทำให้เราไม่ต้องเมื่อยเมื่อต้องใช้เสียงเบา หรือต้องการใช้ dinamic แบบนี้นาน ๆ ได้ และเรายังสามารถปรับความดัง-เบา นุ่มลึกได้โดยการปรับระดับของแผ่นผ้าที่เคลื่อนลงมากั้นระหว่างฆ้อนเมื่อจะเคาะสายเปียโนได้อีกด้วย (แต่การปรับนั้นต้องเปิดฝาข้างล่างของเปียโนก่อนนะครับ)
  • คันเหยียบอันขวาสุด = คันเหยียบอันนี้มักจะถูกใช้บ่อย ๆ ซึ่งคำว่า pedal หรือ sustain ที่เราใช้เรียกอุปกรณ์ชิ้นนี้นั้นก็มาจากการทำงานของคันเหยียบตัวนี้ นั่นคือมันมีไว้เพื่อลากเสียงของโน้ตให้ยาวขึ้น คือเมื่อเรากดคีย์เปียโน 1 ครั้งและยกมือออกจากคีย์ เสียงก็จะหยุดทันที แต่คันเหยียบตัวนี้จะทำให้เกิดโน้ตที่มีเสียงยาวขึ้นโดยที่เราไม่ต้องกดมือค้างไว้ เพื่อจะได้เล่นโน้ตตัวอื่นได้อีก ทำให้เกิด hamony ขึ้นในเพลง เพิ่มความก้องกังวาน และความไพเราะให้กับการบรรเลงเปียโนของเรามากขึ้น (การเหยียบคันเหยียบอันนี้ค้างไว้นาน ๆ นั้นไม่ได้ทำให้การบรรเลงเพลงไพเราะเลยทีเดียวนะครับ เพราะการเหยียบนาน ๆ ค้างไว้จะทำให้เสียงของโน้ตหลาย ๆ เสียงเกิดปนกัน ทำให้เกิดคู่เสียงอันไม่พึงประสงได้ เพราะฉะนั้นหากจะใช้คันเหยียบอันนี้ก็ต้องฝึกฝนกันหน่อย ไม่ยากเกินความสามารถแน่นอน)

cradit For: http://th.wikipedia.org

Comment

Comment:

Tweet

<a href="http://xiprtfioquzshju.com">dhnqopneyzknefp</a> http://xslrbrcbcwbgcie.com [url=http://tuqzssqprawxfgg.com]npffjbxjvqjrybq[/url]

#12 By ohgwqewpvc (94.102.52.87) on 2010-06-14 12:13

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมบล็อกนะคะ จะพยายาม พัฒนาต่อไป big smile

#11 By piano_forte on 2007-10-27 20:11

สวัสดีค่ะ โดยส่วนตัวแล้วจิ้มเปียโนไม่เป็นหรอกค่ะ แต่ชอบฟังเพลง (แม้จะเข้าไม่ถึงอารมณ์ดนตรีนัก แต่ก็เอาความรู้สึกตัวเองเป็นที่ตั้งไปก่อน) มาอ่านโดนจังหวะพอดีกับที่ข้าน้อยคิดจะจีบสาวเปียโน (จีบมาเป็นเพื่อนนะคะ อย่าคิดมาก...ถ้าเขายังว่างค่อยคิดใหม่ ล้อเล่นอ่ะจ๊ะ)
แม้จะเข้าใจได้ไม่ร้อยเปอร์เซนต์ แต่ก็มีอะไรประดับสมองเพิ่มขึ้น

ขอบคุณนะคะสำหรับข้อมูลดีดี

#10 By knights of gemini on 2007-10-27 12:51

เจ๋ง...บล๊อกดีมีสาระมากครับ(คนละเรื่องกับบล๊อกผมเลยว่ะ)sad smile
ไม่ค่อยสันทัดเรื่องดนตรีเท่าไหร่(คือเล่นไม่เป็นเลย ชอบฟังอย่างเดียว)
ยินดีที่ได้แวะเวียนมาเจอ...พยายามต่อไปครับ big smile

#9 By sweettoxic on 2007-10-27 01:10

เหอะๆ

padel มันมีประโยชน์อย่างนี้ๆ เอง

#8 By dong=ดอง,โด่ง on 2007-10-26 20:18

อ๊ะ บล็อกแนวเดียวกันเลย สวัสดีค่ะ ^^

#7 By Liebestraum on 2007-10-26 20:09

ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรกับเปียโนเลยค่ะ
แต่ชอบรูปลักษณ์ของมัน ~
confused smile

#6 By Menamarea on 2007-10-26 19:42

อ่า เปียโนรู้จักมันมาทั้งชีวิต (แต่ก็รู้ไม่ลึกรู้แค่อันไหนคืออะไร)
มีสาระดีค่ะ

เรียนเปียโนมาเหยียบ 10 ปีแต่มีเหตุจำเป็นต้องเลิกไปคิดแล้วเหงาเหมือนกันนะคะเนี่ย
(แถมเปียโนที่บ้างเสียงอีก แอบเครียดเล็กน้อย)

#5 By Himura maya on 2007-10-26 19:41

อยากเรียนเปียโนบ้างจัง ตอนเด็กๆเพื่อนก็เคยสอนให้เล่นด้วย แต่เล่นได้แค่เพลงเดียวเอง

บลอคนี้ดีจังเลยนะคะ มีสาระดี ชอบๆbig smile

#4 By peggie-baiz on 2007-10-26 19:36

อ่านโน้ตก้ไม่เป็น
ตังค์ก็ไม่มี(ซื้อ)

สรุป...ปล่อยเราไปเต๊อะ เราอารมณ์ติสต์น้อยเกิน

ปล.อ่านแล้วได้ความรู้นะ แต่ว่าเราไม่เข้าใจมันเลยสักนิดอ่ะ
ปล2.เราหลังเขา นิยมฉิ่งกับกรับ แหะๆ

#3 By lullscreen on 2007-10-26 19:02

ผมว่า ดูมีสาระดีนะครับ เผอิญผมรู้จักประวัติเปียโนจากหนังสือ สังคีตนิยม ว่าด้วยดนตรีตะวันตก ของสำนักพิมพ์จุฬาฯ ครับ ผมอ่านมานานแล้ว ก็สักตอนนี้ก็หลายเดือนแล้วแหละครับผม (เป็นปีแล้ว)

ผมว่า การใช้สีสันดูสะดุดตา อาจจะทำให้การมองหนังสือนั้นอาจจะเบลอบ้างครับ

ผมขอแนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องใช้อักษรหลากสีสันให้มันดูพิลึกพิลั่น เอาแค่สีใดสีหนึ่งก็พอครับ เพราะว่าอาจจะทำให้ประสาทตาทำงานหนักได้ครับ

ในท้ายนี้ ผมก็อวยพรให้บล๊อกมีคนเข้าเยอะ ๆ นะครับ

แล้วก็เป็นสาระเดียวกับผมนี่แล ไหน ๆ ก็ Add Favourite ก็แล้วกันนะครับ

#2 By on 2007-10-26 17:56

โอ้ว เพิ่งรู้ว่ามีบล็อกอย่างนี้ใน Exteen ด้วย
ขอแอด fav ไว้นะคะ

เรียนเปียโนมา 9 ปีได้ก็ใช้แต่ Pedal อันขวาสุดนี่แหละค่ะ
แล้วพอลองเหยียบอันซ้ายสุดดูก็รู้สึกว่ามันเบาๆ
อันกลางก็เบาๆเหมือนกัน
ก็รู้ด้วยตัวเองแหละ แต่ก็ไม่แน่ใจซักเท่าไหร่
ที่จริงก็เข้าใจถูกแล้วนี่เอง ขอบคุณมากนะคะ

ไว้จะแวะมาอ่านเรื่อยๆค่ะ

#1 By Bowajung on 2007-10-26 15:31